|
ข้อมูลทั่วไปเรื่อง ฮัจย์ประวัติการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของชาวไทยมุสลิม ยุคสมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกชัดเจนเกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนาอิสลามของประชาชนชาวไทยที่เรียกว่า “มุสลิม” นั้นมีมาช้านานก่อนสมัยอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณตอนใต้ของประเทศไทยสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายมลายูที่นับถือศาสนาอิสลาม เนื่องจากการเผยแพร่ศาสนาอิสลามได้ถูกนำมาเผยแพร่โดยบรรดาพ่อค้าวานิชชาวอาหรับ เปอร์เซีย อินเดีย ที่เดินทางโดยเรือสำเภา และนำสินค้ามาขายยังหมู่เกาะประเทศอินโดนีเซีย และบริเวณแหลมมลายู ซึ่งรวมถึงดินแดนของแผ่นดินสยามบริเวณภาคใต้ตอนล่างด้วย ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยามีความเจริญก้าวหน้าด้านการค้าระหว่างประเทศ พระเจ้าแผ่นดินสมัยพระนารายณ์มหาราชได้ทรงอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้ากับสยามได้ และมีชาวต่างชาติที่นำสินค้ามาค้าขายในขณะนั้น เช่น โปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเปอร์
และเปอร์เซีย (อิหร่าน) เป็นต้น ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชทานอนุญาตให้ชาวต่างชาติที่มาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาได้พำนักอาศัยอยู่บนแผ่นดินสยามบริเวณโดยรอบพระนคร โดยทรงพระราชทานพื้นที่อยู่อาศัยกันเป็นแห่งๆ ไม่รวมกันและปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่มๆ แยกกัน ซึ่งปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชัดเจนจนถึงปัจจุบัน เจ้าพระยาเช็คอะหหมัดพ่อค้าชาวเปอร์เซียเป็นชาวมุสลิมที่มีความร่ำรวยระดับคหบดี เป็นชาวต่างชาติที่มีบทบาทในการให้ความร่วมมือกับพระเจ้าแผ่นดินเป็นอย่างดี และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับมาตรการภาษีสินค้า ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับพ่อค้าญี่ปุ่นในขณะนั้น พระเจ้าแผ่นดินทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่งจึงทรงพระราชทานตำแหน่งให้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการค้าและภาษีอากร และทรงแต่งตั้งท่านเป็นจุฬาราชมนตรี ดำรงฐานะเป็นผู้นำสูงสุดด้านศาสนาอิสลามของชาวไทยมุสลิมในแผ่นดินสยามการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์เป็นหลักการและเป็นบทบัญญัติของศาสนาที่มุสลิมต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ยังเมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ดังนั้น ประวัติศาสตร์การเดินทางของชาวไทยมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์นั้น สามารถเดินทางได้โดยทางเรือและเป็นเรือบรรทุกสินค้าของชาวต่างชาติที่นำสินค้ามาขายและนำสินค้ากลับไป พร้อมกับรับชาวมุสลิมที่มีความประสงค์และมีความพร้อมในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ร่วมเดินทางไปด้วย รายละเอียดหลักฐานเกี่ยวกับระยะเวลาการเดินทาง การจ่ายค่าเดินทางไม่ปรากฏ ต่อมาเมื่อสิ้นสมัยยุคกรุงศรีอยุธยาการค้าระหว่างประเทศหยุดชะงักลงและชาวต่างชาติส่วนหนึ่งก็เดินทางกลับไปยังประเทศของตน และมีอีกส่วนหนึ่งก็ยังคงพำนักอยู่บนแผ่นดินสยามและแต่งงานมีครอบครัวกับชาวสยาม ในจำนวนนี้มีบุตรหลานชาวไทยมุสลิมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในภายหลัง ยุคสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ความพยายามในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของชาวไทยมุสลิมยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีได้ขึ้นครองราชย์ ได้ทรงรับสั่งให้พระอนุชาของพระองค์คือ กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท ยกทัพปราบหัวเมืองตอนใต้ที่เป็นปรปักษ์ทั้งหลาย รวมทั้งนครศรีธรรมราชและเมืองปัตตานีด้วย ต่อมากองทัพสยามภายใต้การบัญชาการรบโดย กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท โดยมีพระยากลาโหมเป็นแม่ทัพสามารถบุกเข้ามายึดเมืองปัตตานีได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. 2327 และนำชาวไทยมุสลิมจากปัตตานีมาอาศัยอยู่ในเขตรอบนอก (นครเขื่อนขันฑ์ปัจจุบันคือ จังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร) พระนครเป็นจำนวนมาก โดยพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชทานอนุญาตให้ชาวไทยมุสลิมจับจองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและประกอบการเกษตร การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของชาวไทยมุสลิมในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 นั้น ใช้วิธีอาศัยไปกับเรือสินค้าซึ่งเป็นลักษณะเรือสำเภา แต่ต้องเดินทางไปขึ้นเรือที่เกาะปีนังประเทศมาเลเซียต่อมาเมื่อการเดินเรือพัฒนาขึ้นโดยใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน เช่น เรือรับส่งผู้โดยสารไปประกอบพิธีฮัจย์ ชื่อ “มิสเฟล” เป็นเรือที่บริการรับส่งมุสลิมที่ต้องการไปประกอบพิธีฮัจย์จะวิ่งบริการรับคนจากหมู่เกาะอินโดนีเซีย แหลมมลายูและจะจอดรับผู้โดยสารที่เกาะปีนังเป็นจุดสุดท้าย และเป็นจุดที่ชาวไทยมุสลิมต้องไปขึ้นเรือที่นั่น เรือลำนี้สามารถบรรทุกผู้โดยสารประมาณ 1,000 คน โดยมีประเทศเจ้าอาณานิคมจากยุโรปสัญชาติใดไม่ปรากฏ เป็นเจ้าของเรือ ระยะเวลาในการเดินทางจากปีนังถึงเมืองท่าเจดดะห์ ประมาณ 13 - 15 วัน การเดินทางของมุสลิมจากกรุงเทพฯต้องเดินทางโดยทางเรือ เพื่อที่จะไปเกาะปีนัง ต่อมาสามารถเดินทางโดยรถไฟ เนื่องจากประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียในขณะนั้นยังไม่มีการติดต่อทางการทูต จึงทำให้การเดินทางสมัยนั้นมุสลิมชาวไทยต้องถือพาสปอร์ตและวีซ่าเป็นชาวอังกฤษ เพราะในสมัยนั้นอังกฤษ ฝรั่งเศสและฮอลันดา เป็นประเทศล่าอาณานิคมในแถบเอเชียตะวันออก จึงมีอิทธิพลในการเข้าแทรกแซงรัฐบาลไทยโดยรัฐบาลไทยต้องอนุญาตให้ประชาชนชาวไทยมีสิทธิเลือกที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศใดก็ได้ เช่น อังกฤษ หรือฮอลันดา เป็นต้น สมัยนั้นเรียกว่า “เป็นบุคคลภายใต้บังคับอังกฤษ หรือ ฮอลันดา” ขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถที่จะเลือกอยู่ภายใต้บังคับสยามหรือภายใต้กฎหมายไทยได้เช่นกัน แต่จะมีข้อแตกต่างกันในด้านสิทธิต่างๆ เช่น ถ้าอยู่ภายใต้บังคับอังกฤษ หรือ ฮอลันดา จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้ารับราชการทหาร และไม่ต้องขึ้นศาลอาญาของไทยแต่ต้องขึ้นศาลภายใต้กฎหมายของประเทศที่บุคคลผู้นั้นเลือก แต่จะมีข้อเสียคือไม่มีสิทธิในการครอบครองที่ดิน เป็นต้น ดังนั้นการเดินทางออกจากประเทศไทยของชาวไทยมุสลิมในยุคนั้นจึงจำเป็นต้องถือพาสปอร์ตและวีซ่าเป็นชาวอังกฤษ และจะได้รับการปฏิบัติเหมือนชาวอังกฤษทุกประการขณะพำนักอยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย และเมื่อเดินทางกลับสยาม ก็จะกลับคืนเป็นชาวไทยภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศที่ตนเองได้เลือกเช่นเดิม การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประมาณปี พ.ศ. 2490 - 2525)ในช่วงเวลานั้นบริษัทเดินเรือสินค้าชื่อบริษัทสยามไร้ซ์ โดยมีนายสุริยน ไรวา เป็นเจ้าของบริษัท ประกอบธุรกิจหลักคือ รับบรรทุกข้าวจากประเทศไทยไปขายยังประเทศตะวันออกกลาง และประเทศแถบทวีปแอฟริกาโดยบริษัทสยามไร้ซ์ จะเช่าเรือจากบริษัทโหงวฮก ประเทศฮ่องกงมาบรรทุกข้าวสารเพื่อส่งออก และต่อมาบริษัทสยามไร้ซ์ได้เปิดรับบริการขนส่งผู้โดยสาร ผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยคิดอัตราค่าบริการคนละ 5,000 บาท เรือสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ประมาณ 800 คน และจะรับเฉพาะคนไทยเท่านั้น ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่บริษัทจะได้รับนอกจากอัตราค่าโดยสารเรือ บริษัทจะได้ส่วนลดหย่อนค่าพรีเมี่ยมข้าวที่นำออก คือผู้โดยสารหนึ่งคนจะได้ส่วนลดค่าพรีเมี่ยมต่อข้าวหนึ่งกระสอบ เรือจะเดินทางออกจากประเทศไทยใช้เวลาประมาณ 15 วัน ถึงท่าเรือเจดดาห์ประเทศซาอุดิอาระเบีย และระหว่างทางจะจอดส่งสินค้าข้าวและเติมเสบียง เช่น จอดที่หมู่เกาะซีลอน ประเทศศรีลังกา เป็นต้น ต่อมาบริษัทคนไทยชื่อ พิลกริม จัดตั้งขึ้นมาโดยนายสุริยน ไรวา เพื่อดำเนินธุรกิจรับส่งประชาชนชาวไทยไปประกอบพิธีฮัจย์อย่างเดียว โดยไม่บรรทุกสินค้าไปด้วยและเมื่อส่งฮุจยาจที่เจดดาห์เสร็จแล้วเรือจะไปวิ่งบริการขนส่งสินค้าบริเวณตะวันออกกลางและจะกลับมารับฮุจยาจจากเมืองท่าเจดดาห์กลับประเทศไทย ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 วัน อัตราค่าโดยสารรายละ 5,000 บาท เป็นเรือที่เช่ามาจากบริษัทโหงวฮกจากประเทศฮ่องกง เช่น เรือฮอยิง กาวีน่า คาริงโก้ เป็นต้น ยังมีบริษัทจัดเดินเรือรับส่งผู้โดยสารไปประกอบพิธีฮัจย์เกิดขึ้นอีก คือ “บริษัทบางกอกเซลาตัน” โดยนายบุญส่ง วัลลิกุล เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ ต่อมาการบริการรับส่งฮุจยาจมีปัญหาเนื่องจากมีบริษัทเรือที่บริการนำฮุจยาจไปส่งที่ประเทศซาอุดิอาระเบียแล้วไม่นำเรือไปรับผู้โดยสารกลับ ทำให้ฮุจยาจต้องตกค้างอยู่ที่เมืองท่าเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบียนานราว 3 เดือน ได้รับความเดือดร้อนอย่างมากในเรื่องที่พักอาศัย และอาหาร รัฐบาลไทยจึงต้องส่งเรือไปรับฮุจยาจ กลับมายังประเทศไทย รัฐบาลคณะปฏิวัติสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่ 111 ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2515 รวม 7 ข้อ มีสาระสำคัญคือ เพื่อต้องการควบคุมการดำเนินการเกี่ยวกับการส่งชาวไทยไปประกอบพิธีฮัจย์ให้ได้รับความสะดวกไม่เกิดปัญหา โดยมีคณะกรรมการควบคุมบริษัทผู้รับส่งคนไปประกอบพิธีฮัจย์ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงต่างๆร่วมเป็นกรรมการ และมีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานในปี พ.ศ. 2516 รัฐบาลไทยโดยกระทรวงคมนาคม ได้จัดตั้งบริษัทไทยเดินเรือทะเลขึ้น เพื่อบริการส่งชาวไทยมุสลิมไปประกอบพิธรฮัจย์ แต่ได้เลิกกิจการในปี พ.ศ. 2518 เนื่องจากประสบกับภาวะขาดทุน ชั้นตอนการดำเนินการนำผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์โดยทางเรือ บริษัทเรือจะให้มีบุคคลที่ดำเนินการจัดหา ผู้ที่มีความประสงค์จะไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยจะจ่ายค่าตอบแทนให้ 5005,000 บาท ที่บริษัทเก็บจากผู้เดินทางเป็นค่าติดต่อ บาท ต่อคน จากค่าบริการรวม บริษัทและผู้ติดต่อจะรับผิดชอบด้านเอกสารการเดินทางตั้งแต่เตรียมยื่นใบคำร้องรูปถ่ายและหลักฐานเพื่อกำเนินการทำพาสปอร์ตและออกวีซ่าให้กับผู้เดินทาง บริษัทจะเป็นผู้จัดเลี้ยงอาหารทุกมื้อให้กับผู้เดินทางระหว่างอยู่ในเรือทั้งขาไปและขากลับ เมื่อถึงเมืองเจดดาห์ประเทศซาอุดีอาระเบียผู้เดินทางจะอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลบริการฮุจญาจย์ที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการฮัจย์ของประเทศซาอุดีอาระเบีย บรรยากาศของการเดินทางโดยเรือ ตัวอย่างของการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ของชาวไทยมุสลิมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 มีผู้เดินทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 800 คน โดยมี ร.อ.ปรีชา เอี่ยมอิทธิพล เป็นอะมีรุ้ลอัจญ์ (ผู้นำชาวไทยไปประกอบพิธีฮัจญ์) ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น คือ พลเอกประภาส จารุเสถียร จะถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพียงผู้เดียว โดยมีเจ้าหน้าที่แพทย์ และพยาบาลจากกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเดินทางไปกับอะมีรุ้ลอัจญ์เพียงหน่วยงานเดียว เมื่อวันกำหนดเดินทางมาถึง เรือฮอยิง ได้จอดรอผู้โดยสารอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย พาสปอร์ตของผู้โดยสารทั้งหมดจะถูกนำไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สัมภาระของผู้เดินทางจะถูกนำลงสู่ใต้ท้องเรือพร้อมกับผู้โดยสารจะเริ่มขึ้นไปบนเรือ โดยจะพักอาศัยอยู่บริเวณชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ของเรือ หลังจากนำสัมภาระติดตัวที่ต้องใช้ระหว่างเดินทางไปเก็บไว้ในตำแหน่งที่ต้องพำนักบนเรือเมื่อถึงเวลาเรือออกผู้โดยสารทั้งหมดจะลงสู่บริเวณที่พักของตน ลักษณะที่พักจะเป็นห้องโถงใหญ่ ภายในเรือแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนหัวเรือและส่วนท้ายเรือ มีทั้งหมด 2 ชั้น ใต้ท้องเรือใช้เป็นชั้นที่เก็บสัมภาระของผู้โดยสาร ส่วนชั้นดาดฟ้าจะเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ควบคุมเรือ จะไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารขึ้นไป การจัดแบ่งที่พักของผู้โดยสารก็จะแบ่งออกเป็นสองแถว คือกาบเรือด้านซ้ายและกาบเรือด้านขวา การนอนจะนอนเรียงแถวหน้ากระดานคนละด้านกันในแต่ละแถวจะมีกระเป๋าสัมภาระเป็นเขตกั้นระหว่างบุคคลหรือกลุ่มในเรือจะมีเข็มทิศบอกทิศตลอดทางเพื่อให้ผู้เดินทางประกอบพิธีละหมาดหันหน้าไปยังทิศที่ถูกต้อง และทำละหมาดแบบรวมย่อ 2 เวลา เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารทุกคนจะต้องนำคูปอง พร้อมกับภาชนะไปยังโรงครัวซึ่งอยู่ส่วนท้ายของเรือ เพื่อนำอาหารกลับมารับประทานยังบริเวณที่พักของตน เป็นเช่นนี้ทุกมื้อ ในเรือจะมี กาแฟ ผลไม้ดอง ไว้ขายให้กับผู้เดินทางที่ต้องการซื้อรับประทาน การบริการน้ำดื่มจะมีวาวล์น้ำอยู่บริเวณกาบเรือชั้นที่พักของผู้เดินทาง น้ำจืดจะเปิดให้ใช้เป็นช่วงเวลา คือประมาณเวลา 12.00 - 13.00 น. เวลา 15.00 - 16.00 น. และเวลา 18.00 - 19.00 น. เมื่อถึงเวลาเปิดบริการน้ำจืดผู้ที่ต้องการน้ำจะต้องนำภาชนะไปใส่และต้องเข้าคิวกันยาวมากเพราะผู้โดยสารมีจำนวนมาก แต่วาวล์น้ำมีน้อย ภาชนะที่นำไปใส่น้ำต้องมีหูหิ้ว เช่น กาน้ำ หรือถังน้ำ เมื่อนำมาแล้วจะใช้เชือกร้อยหูหิ้วภาชนะเรียงลำดับตามผู้ที่มาก่อนหลัง เรียงยาวตลอดแนวไปยังวาวล์น้ำและเจ้าของภาชนะก็จะมารับภาชนะไปตามลำดับ ในเรือจะมีแพทย์และพยาบาลร่วมเดินทางไปด้วยและถ้าผู้เดินทางเกิดเจ็บป่วยก็จะมีแพทย์และพยาบาลมาช่วยดูแลรักษาให้ บรรยากาศประจำวันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป และเมื่ออีก 3 วัน ก่อนถึงท่าเรือเมืองเจดดาห์ ผู้นำกลุ่มจะคืนพาสปอร์ตให้กับผู้เดินทางเก็บรักษาไว้และบอกให้ทุกคนจัดเตรียมสัมภาระให้พร้อมเพื่อขึ้นยังท่าเรือเมืองเจดดาห์ เมื่อเรือจอดเทียบท่าเมืองเจดดาห์ผู้เดินทางจะต้องเข้าแถวเพื่อขึ้นรถบัสไปยังอาคารตรวจคนเข้าเมืองซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล และเมื่อถึงยังอาคารตรวจคนเข้าเมืองของซาอุดีอาระเบียแล้วเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็จะถามเป็นภาษามลายูว่า “แซะห์ซาปอ” ซึ่งมีความหมายว่า ท่านจะอยู่กับแซะห์ใด (ผู้นำประกอบพิธีฮัจญ์) ผู้เดินทางจะรู้มาก่อนแล้วจากเมืองไทยว่า ถ้าถึงซาอุดิอาระเบียแล้วตนจะไปอยู่ภายใต้สังกัดการบริการของแซะห์ใด ซึ่งผู้เดินทางจะเป็นผู้เลือกผู้นำประกอบพิธีฮัจญ์จากประเทศไทยไว้ล่วงหน้าแล้ว แซะห์ต่างๆที่ผู้เดินทางต้องเลือกนั้นจะเป็นคณะเจ้าหน้าที่บริการของประเทศซาอุดิอาระเบียที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามยังมีแซะห์ชาวไทยที่พำนักอยู่ที่ซาอุดีอาระเบีย แต่ไม่มีใบอนุญาตจะเข้าร่วมกับคณะของแซะห์ซาอุดีอาระเบีย ที่มีใบอนุญาตรวมอยู่ด้วย ชื่อแซะห์ที่มีใบอนุญาตสมัยนั้น เช่น อุมัร นุยูม อับดุลเราะห์มาน เซียม และมะห์ดี ซิ๊ดดี๊ก เป็นต้น เมื่อแยกกลุ่มแซะห์แล้ว บางส่วนจะเดินทางเข้าสู่นครเมกกะ และบางส่วนก็จะเข้าสู่เมืองมาดีนะห์ สำหรับผู้เดินทางไปเมืองมาดีนะห์ต้องไปพักอยู่ที่อาคารรวมเพื่อรอเข้าเมืองมาดีนะห์โดยต้องจัดที่นอนและปรุงอาหารรับประทานกันเองรวม 3-4 วันและเมื่อเดินทางเข้าเมืองมาดีนะห์โดยรถบัสแล้ว แซะห์จะจัดบ้านพักอาศัยให้อยู่ โดยอยู่รวมกันเป็นห้องๆละ 4-5 คน แล้วแต่ขนาดของห้อง และผู้เดินทางต้องปรุงอาหารเพื่อรับประทานกันเอง ตลอดระยะเวลา 10 วัน ที่พำนักอยู่ที่เมืองมาดีนะห์ และเมื่อเดินทางออกจากเมืองมาดีนะห์ไปสู่นครเมกกะ แซะห์จะจัดเตรียมที่พักอาศัยและจัดเลี้ยงอาหารให้ 1 มื้อ แบ่งผู้เดินทางออกเป็นกลุ่มๆ จัดผู้นำในการทำพิธีตอว๊าฟ (มุเตาวิฟ) ยังบัยตุ้ลเลาะห์ มัสยิดฮารอม ระหว่างอยู่ที่เมกกะผู้เดินทางต้องจัดเตรียมเรื่องอาหารเองทุกมื้อเมื่อคณะผู้เดินทางไปยังทุ่งอารอฟะห์ ตลอดเวลาที่ทุ่งอารอฟะห์ แซะห์จะเป็นผู้จัดเลี้ยงอาหารทุกมื้อ เมื่อเสร็จจากทุ่งอารอฟะห์แล้วต้องเดินทางเข้าสู่นครเมกกะอีกครั้ง และต้องปรุงอาหารรับประทานกันเองจนถึงกำหนดเวลาเดินทางกลับบ้านเรือโดยสารหลังจากส่งผู้เดินทางขึ้นที่ท่าเรือเจดดาห์แล้ว ส่วนใหญ่จะวิ่งบริการบรรทุกขนส่งสินค้าอยู่ในบริเวณประเทศใกล้เคียง และจะมีการประสานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียกับบริษัทเดินเรือที่จะมารับผู้เดินทางกลับ โดยจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบก่อนล่วงหน้า เมื่อได้กำหนดการของเรือแล้ว คณะผู้เดินทางจะเดินทางออกจากนครเมกกะไปยังเมืองท่าเจดดาห์ เข้าพักที่อาคารซึ่งรัฐบาลจัดไว้ให้ เรียกว่า อาคารมาดีนะตุ้ลฮุจญาจย์ และจะพักค้างคืนประมาณ 2-3 วัน เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียจะคืนพาสปอร์ตให้กับผู้เดินทางทั้งหมด และผู้เดินทางทั้งหมดจะต้องเตรียมสัมภาระที่จำเป็นต้องใช้ติดตัวไปด้วย เพื่อใช้ระหว่างการเดินทางอีกประมาณ 15 วัน ประมาณวันที่ 13 ของการเดินทางกลับเรือโดยสารก็จะมาจอดส่งผู้เดินทางชาวใต้ทั้งหมด โดยลอยเรืออยู่ที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดนราธิวาส และจะมีเรือเล็กออกมารับผู้เดินทางพร้อมทั้งสัมภาระเข้าสู่ชายฝั่ง หลังจากนั้นเรือก็จะออกเดินทางสู่ท่าเรือคลองเตยกรุงเทพมหานครโดยใช้เวลาประมาณ 2 วัน การบริการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ทางเรือหยุดลง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2518 สาเหตุเนื่องจากบริษัทเอกชนที่เคยจัดเลิกกิจการ และบริษัทไทยเดินเรือทะเลของกระทรวงคมนาคมเอง ประสบกับภาวะกิจการขาดทุนจึงหยุดดำเนินการ ประกอบกับขณะนั้นการบริการเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะสะดวกและรวดเร็วการเดินทางโดยใช้บริการสายการบิน ประมาณปี พ.ศ. 2512 การบริการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์โดยเครื่องบินนั้นในช่วงแรกๆมีผู้ดำเนินการจัดโดยใช้บริการเที่ยวบินเมล์ของสายการบินปากีสถานแอร์ไลน์ ซึ่งผู้จัดการจะรับผิดชอบเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบินและวีซ่า เท่านั้น ต่อมาผู้จัดบริการฮัจญ์เริ่มใช้บริการจากสายการบินต่างๆเพิ่มมากขึ้น เช่น อียิปต์แอร์ไลน์ ซาอุดีอาระเบียแอร์ไลน์ คูเวตแอร์ไลน์ การ์ต้า มาเลเซียแอร์ไลน์ เป็นต้น และเป็นการบริการเช่าเหมาลำ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ และเมื่อสนามบินหาดใหญ่เปิดบริการเป็นท่าอากาศนายนานาชาติ ผู้เดินทางจากภาคใต้สามารถใช้บริการจากสนามบินหาดใหญ่โดยตรงได้ แต่ต้องเป็นการเช่าเที่ยวบินเหมาลำ |